ใครกำลังหาที่พักฮ่องกงย่าน Jordan ใกล้รถไฟฟ้า MTR เดินทางสะดวก และอยากรู้ว่าโรงแรมห้องเล็ก ๆ ขนาด 10 ตารางเมตรจะพักเป็นครอบครัวได้จริงไหม? วันนี้ TripZaa มีประสบการณ์ตรงมาเล่าให้ฟังค่ะ!
ทริปนี้เราเลือกพักที่ Largos Hotel Hong Kong ทั้งหมด 5 คืน จองผ่าน Agoda เป็นห้อง Standard Double หรือห้องมาตรฐานเตียงใหญ่ ซึ่งมีเงื่อนไขว่าเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี สามารถพักฟรีได้ หากใช้เตียงที่มีอยู่แล้ว ตามรายละเอียดการจองของเรา
ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมคะ? แต่ห้องขนาดเพียง 10 ตารางเมตร จะมีพื้นที่พอให้วางกระเป๋าเดินทางไหม? ห้องน้ำเป็นยังไง? มีตู้เย็นหรือเปล่า? แล้วเตียงใหญ่ที่ว่ามันใหญ่จริงไหม?
ที่สำคัญ…โรงแรมนี้ยังมีรายละเอียดการตกแต่งบางอย่างที่ทำให้เราเซอร์ไพรส์ตั้งแต่เดินออกจากลิฟต์เลยค่ะ!
วันนี้จะพาเดินชมแบบละเอียด ตั้งแต่ลงรถบัสสนามบิน A22 ตอนเกือบตีหนึ่ง ไปจนถึงเปิดห้อง 706 ให้ดูกันทุกซอกทุกมุมค่ะ
ลงรถบัส A22 ตอนดึก เดินไป Largos Hotel ยังไง?
ต่อจาก EP.1 หลังจากเรานั่งรถบัส Cityflyer A22 จากสนามบินฮ่องกงเข้ามาถึงย่าน Jordan กันเรียบร้อย ก็ได้เวลาลากกระเป๋าไปโรงแรมค่ะ
เราลงที่ป้าย Chi Wo Street, Jordan Road ซึ่งอยู่ใกล้โรงแรมมาก

พอลงจากรถบัสแล้วก็จะเจอกับร้าน Starbucks ที่อยู่ใกล้กับป้ายรถบัสเลย ให้เราหันหน้าเข้าร้านแล้วเดินไปทางขวามือก็จะเจอกับซอยเล็กๆ ซึ่งซอยนี้ก็คือ ถนน Chi Wo Street (志和街) ค่ะ
จากนั้นเลี้ยวเข้าถนน Chi Wo Street (志和街) จนถึงแยกแรกก็จะเห็นโรงแรม Largos Hotel แล้วค่ะ

แยกนี้ก็คือ ถนน Nanking Street (南京街) และโรงแรมอยู่บริเวณหัวมุมถนน Nanking Street กับ Chi Wo Street เลขที่ 30 Nanking Street


ตอนนั้นก็เกือบตีหนึ่งแล้วค่ะ หลังจากเดินทางมาตั้งแต่กรุงเทพฯ ทั้งขึ้นเครื่อง ผ่าน ตม. รับกระเป๋า ซื้อบัตร Octopus และนั่งรถบัสเข้าเมือง บอกเลยว่าการที่โรงแรมอยู่ใกล้ป้ายรถบัสแบบนี้ช่วยได้เยอะมาก โดยเฉพาะเมื่อเดินทางพร้อมเด็กและกระเป๋าหลายใบใครจะตามรอยเส้นทางนี้ แนะนำให้ปักหมุด Largos Hotel ไว้ล่วงหน้า และตรวจสอบป้ายจอด A22 ก่อนเดินทางอีกครั้งนะคะ
มาถึงโรงแรมเกือบตีหนึ่ง ยังเช็กอินได้ไหม?
มาถึงหน้าโรงแรมแล้ว เราก็ลากกระเป๋าเข้าไปด้านในค่ะ
สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ เคาน์เตอร์เช็กอินไม่ได้อยู่ตรงชั้นทางเข้า แต่ต้องกดลิฟต์ขึ้นไปที่ชั้น 1
เราเดินทางมาถึงเกือบตีหนึ่ง แต่ยังมีพนักงานต้อนรับอยู่ที่เคาน์เตอร์ตามปกติค่ะ และพนักงานสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ทำให้การเช็กอินของเราไม่มีปัญหา

ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนที่เดินทางถึงฮ่องกงตอนดึก เพราะไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีคนรับเช็กอินในช่วงเวลาที่เรามาถึง แต่สำหรับคนที่จะเข้าพักดึกมาก ๆ แนะนำให้แจ้งเวลาเดินทางถึงโรงแรมล่วงหน้าไว้ด้วยนะคะ
ชั้น 1 มีน้ำดื่ม ชา กาแฟฟรี และบริการฝากกระเป๋า
ระหว่างเช็กอิน เราก็ได้เห็นว่าบริเวณชั้น 1 ไม่ได้มีแค่เคาน์เตอร์ต้อนรับค่ะ
ที่นี่มีบริการ น้ำดื่ม ชา และกาแฟฟรี สำหรับแขกที่เข้าพักด้วย

นอกจากนี้ยังมีบริการรับฝากกระเป๋า และห้องอาหารของโรงแรมก็อยู่บนชั้นนี้เช่นกัน

เรื่องน้ำดื่มอยากให้จำไว้เลยค่ะ เพราะเดี๋ยวเราจะพาไปดูในห้องพัก แล้วจะรู้ว่าทำไมมุมบริการน้ำดื่มชั้น 1 ถึงสำคัญ!
หลังจากจัดการเรื่องเช็กอินเรียบร้อย เราก็ได้รับคีย์การ์ดสำหรับห้องพักหมายเลข 706 บนชั้น 7
ได้เวลาไปเปิดห้องกันแล้วค่ะ!
ขึ้นมาชั้น 7 ถึงกับว้าว! ทางเดินแคบแต่ตกแต่งสวยมาก
พอลิฟต์เปิดออกมาที่ชั้น 7 สิ่งแรกที่ทำให้เราประหลาดใจก็คือบรรยากาศทางเดินค่ะ
ทางเดินของโรงแรมค่อนข้างแคบ แต่กลับตกแต่งได้สวยและมีเอกลักษณ์มาก
ผนังสองข้างทางตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์สีขาว มีโคมไฟติดผนังช่วยสร้างบรรยากาศ และยังมีภาพตกแต่งแขวนไว้เป็นระยะ ๆ ส่วนพื้นทางเดินปูด้วยพรมบรรยากาศดูมีความคลาสสิกแบบโรงแรมยุโรปผสมความย้อนยุคนิด ๆ

ทั้งที่พื้นที่ไม่ได้กว้างมาก แต่การตกแต่งทำให้ทางเดินดูมีเสน่ห์ขึ้นเยอะเลยค่ะ
สำรวจประตูห้อง 706 ก่อนเปิดเข้าไป
เดินตามทางเดินชั้น 7 มาเรื่อย ๆ ในที่สุดเราก็มาถึงห้องพักหมายเลข 706 ของเราค่ะ!
สิ่งแรกที่สะดุดตาคือป้ายหมายเลขห้องที่ติดอยู่ในแนวตั้ง ดูเก๋และแตกต่างจากโรงแรมทั่วไปที่เราเคยพัก

ประตูห้องใช้ระบบ คีย์การ์ด (Key Card) และมีตาแมวสำหรับมองออกไปดูคนที่อยู่ด้านนอก
เอาละค่ะ…ได้เวลาแตะคีย์การ์ดแล้วเปิดประตูเข้าไปสำรวจห้องพักของเรากัน!
เปิดประตูเข้ามาแล้ว อย่าลืมสังเกตด้านหลังประตู!
พอเปิดประตูเข้ามาในห้องแล้ว อย่าเพิ่งรีบเดินไปดูเตียงนะคะ เพราะด้านหลังประตูมีรายละเอียดสำคัญอยู่ด้วยอย่างแรกคือ แผนผังอาคารพร้อมระบุตำแหน่งทางหนีไฟ ซึ่งติดไว้ที่ด้านหลังประตูภายในห้อง เพื่อให้ผู้เข้าพักตรวจสอบเส้นทางอพยพได้หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ยังมี ระบบล็อกประตูสองชั้น สำหรับเพิ่มความปลอดภัยขณะอยู่ภายในห้องพักด้วยค่ะ


สำหรับใครที่เข้าพักโรงแรมต่างประเทศ แนะนำให้ตรวจสอบตำแหน่งทางหนีไฟและระบบล็อกประตูตั้งแต่เข้าห้องครั้งแรกนะคะ
สำรวจประตูเรียบร้อยแล้ว ทีนี้หันกลับมาดูภายในห้องกันค่ะ
เปิดประตูปุ๊บ เจออ่างล้างหน้าปั๊บ!
นี่เป็นอีกจุดที่ทำให้ห้องนี้แตกต่างจากห้องพักทั่วไปค่ะ
เพราะทันทีที่เปิดประตูเข้ามา สิ่งแรกที่เจอก็คืออ่างล้างหน้า!

อ่างล้างหน้าติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าห้อง ไม่ได้อยู่รวมกับโถสุขภัณฑ์ด้านใน และก๊อกน้ำสามารถปรับน้ำร้อน–เย็นได้ ทำให้เวลาจะล้างมือ แปรงฟัน หรือล้างหน้า ไม่จำเป็นต้องเข้าไปในห้องสุขาด้านในทุกครั้ง
อีกอย่างที่สะดุดตาคือพื้นบริเวณประตูทางเข้าค่ะ
พื้นตรงนี้เป็นกระเบื้องซีเมนต์ลายโบราณ หรือ Encaustic Cement Tile ที่ตกแต่งด้วยลวดลายดอกไม้และรูปทรงเรขาคณิต ใช้โทนสีเขียว ขาว แดง และทองเป็นรายละเอียดที่ช่วยให้ห้องดูมีสไตล์ขึ้นมากเลยค่ะ

ห้อง 10 ตารางเมตร เล็กจริงไหม? แล้ววางกระเป๋าได้หรือเปล่า?
มาถึงคำถามที่หลายคนอยากรู้ที่สุดแล้วค่ะ!
ห้อง Standard Double ที่เราจองมีพื้นที่ 10 ตารางเมตร ซึ่งฟังดูเล็กมาก โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่มีผู้ใหญ่สองคนและเด็กหนึ่งคน
แต่พอได้เข้ามาดูจริง ๆ เราพบว่าการจัดพื้นที่ภายในห้องค่อนข้างลงตัวกว่าที่คิดค่ะ
พื้นที่บริเวณหน้าเตียงกว้างพอให้เราวางกระเป๋าเดินทางขนาด 24 นิ้วได้สองใบสบาย ๆ และยังสามารถเปิดกางกระเป๋าเพื่อจัดของได้ด้วย

นี่เป็นเรื่องที่เราอยากบอกมาก เพราะเวลาเดินทางหลายวัน กระเป๋าเดินทางมักเป็นสิ่งที่กินพื้นที่ห้องพักมากที่สุดสำหรับห้องที่เราได้ แม้ขนาดห้องจะเล็ก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีพื้นที่จัดกระเป๋าเลยค่ะ
ภายในห้องสะอาดเรียบร้อย และมีเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจากการใช้งานจริงบอกเลยว่า แอร์เย็นฉ่ำมาก!

หน้าต่างบานใหญ่ วิวเมืองที่เห็นทั้งสนามฟุตบอลและสนามเบสบอล
สิ่งที่เราชอบมากอีกอย่างคือหน้าต่างค่ะ
ห้องนี้มีหน้าต่างบานกว้างมาก ทำให้มองเห็นบรรยากาศด้านนอกได้เต็มตา
ห้องที่เราจองระบุว่าเป็น City View หรือวิวเมือง แต่สิ่งที่มองเห็นจากหน้าต่างไม่ได้มีแค่ตึกเท่านั้นนะคะ
เรายังมองเห็น สนามฟุตบอลและสนามเบสบอลของโรงเรียน ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย




ถือเป็นวิวที่ดูเพลินไปอีกแบบ เพราะได้เห็นทั้งอาคารในย่าน Jordan และพื้นที่สนามกีฬาที่อยู่ท่ามกลางเมือง
สำหรับห้องขนาด 10 ตารางเมตร การมีหน้าต่างบานใหญ่แบบนี้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องดูโปร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
เตียงใหญ่จริง แต่มีเรื่องผ้าห่มที่ต้องเล่า!
มาถึงเรื่องเตียงนอนกันบ้างค่ะ
ห้องที่เราจองผ่าน Agoda เป็นห้องมาตรฐานเตียงใหญ่ แต่พอได้ดูเตียงจริง ๆ เรารู้สึกว่า ลักษณะเหมือนนำเตียงเล็กสองเตียงมาต่อกันเป็นเตียงใหญ่


และที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือเรื่องผ้าห่มค่ะ!
เพราะผ้าห่มที่เตรียมไว้มีลักษณะเหมือนนำผ้าห่มผืนเล็กสองผืนมาวางต่อกัน ไม่ได้เป็นผ้าห่มใหญ่ผืนเดียวคลุมทั้งเตียง

ตอนแรกอาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่พอนอนจริงก็มีข้อสังเกตค่ะ
ถ้าแต่ละคนดึงผ้าห่มไปคนละทางระหว่างนอน คนที่นอนตรงกลางอาจไม่มีผ้าห่มคลุมได้ เพราะผ้าห่มแยกจากกัน!
สำหรับคนที่เดินทางเป็นคู่ อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก แต่ถ้าเป็นครอบครัวที่มีเด็กนอนตรงกลางเหมือนเรา เรื่องนี้เป็นรายละเอียดที่ควรรู้ก่อนจองค่ะ
และอย่าลืมว่าห้องที่เราจองมีเงื่อนไขเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีพักฟรีเมื่อใช้เตียงเดิม ซึ่งหมายความว่าไม่ได้มีเตียงเสริมให้อัตโนมัตินะคะ
ปลั๊กไฟเยอะมาก แต่ดันลืมหัวแปลง!
ห้องนี้มีปลั๊กไฟให้ใช้งานหลายจุดเลยค่ะ
ฟังดูดีใช่ไหมคะ โดยเฉพาะบ้านเราที่มีทั้งโทรศัพท์มือถือ กล้อง และอุปกรณ์ที่ต้องชาร์จแบตเตอรี่
แต่ปัญหาคือ… ปลั๊กไฟเป็นแบบสามขาของฮ่องกง!

ฮ่องกงใช้ปลั๊ก Type G ซึ่งมีขาแบนสามขา ไม่เหมือนปลั๊กที่ใช้กันทั่วไปในประเทศไทยและใช่ค่ะ…ทริปนี้เราลืมเอา Universal Travel Adapter มาด้วย!
สุดท้ายเลยต้องออกไปซื้อหัวแปลงปลั๊กที่ร้าน 7-Eleven กันค่ะ
ใครกำลังจะมาเที่ยวฮ่องกง แนะนำให้เตรียมหัวแปลงปลั๊กที่รองรับ Type G มาให้พร้อม จะได้ไม่ต้องเสียเวลาออกไปหาซื้อเหมือนเรา
สิ่งอำนวยความสะดวกในห้อง 706 มีอะไรบ้าง?
มาดูของใช้ภายในห้องกันแบบละเอียดค่ะ
ห้องนี้มี ตู้เซฟ สำหรับเก็บของมีค่า มีทีวีจอแบน โต๊ะแต่งตัวพร้อมเก้าอี้ และบริเวณแขวนเสื้อผ้าที่มีไม้แขวนเตรียมไว้ให้



อีกอย่างที่เห็นแล้วสะดุดตาก็คือ โทรศัพท์แบบหมุนสไตล์โบราณ ที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงค่ะ

เป็นของตกแต่งที่เข้ากับบรรยากาศคลาสสิกของโรงแรมได้ดีมาก เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องมาถ่ายเก็บไว้
นอกจากนี้ยังมีกาต้มน้ำร้อนและไดร์เป่าผมให้ใช้งานด้วย
แต่มีสองเรื่องที่ต้องรู้ไว้ก่อนค่ะ
เรื่องแรก ห้องนี้ไม่มีตู้เย็น
ใครที่ชอบซื้อเครื่องดื่มเย็น ๆ หรืออาหารมาเก็บไว้ในห้อง ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย
เรื่องที่สอง ไม่มีน้ำดื่มบรรจุขวดเตรียมไว้ในห้องแต่ไม่ต้องตกใจค่ะ เพราะบริเวณชั้น 1 มีบริการน้ำดื่มฟรี รวมถึงชาและกาแฟด้วย
ดังนั้นหากต้องการดื่มน้ำก็สามารถลงไปใช้บริการบริเวณชั้น 1 ได้ค่ะ
เปิดห้องน้ำ! ประตูไม้สไตล์จีนโบราณ สวยและแปลกตา
อีกมุมที่อยากพาเพื่อน ๆ ดูคือห้องน้ำค่ะ
ห้องน้ำของที่นี่เป็นห้องแบบทึบ ไม่ได้ใช้ผนังกระจกใสเหมือนโรงแรมบางแห่ง

ส่วนประตูห้องน้ำมีลักษณะเป็น ประตูบานพับสองบาน พร้อมกลอนล็อกไม้แบบประตูจีนโบราณ เป็นรายละเอียดที่ดูย้อนยุคและเข้ากับสไตล์การตกแต่งของโรงแรมมากค่ะ
ภายในห้องน้ำมีโถสุขภัณฑ์และกระดาษชำระให้ แต่ไม่มีสายชำระนะคะ

ใครที่คุ้นเคยกับห้องน้ำในประเทศไทย อาจต้องปรับตัวกันนิดหนึ่ง
ห้องน้ำแยกเปียก–แห้ง มีน้ำอุ่น แต่ไม่มีอ่างอาบน้ำ
ภายในห้องน้ำมีการแยกพื้นที่เปียกและแห้งออกจากกัน โดยใช้กระจกกั้นบริเวณอาบน้ำ

ส่วนอาบน้ำเป็นแบบฝักบัว สามารถปรับน้ำร้อนและน้ำเย็นได้ ไม่มีอ่างอาบน้ำค่ะ
ของใช้ที่โรงแรมเตรียมไว้ให้มี สบู่และแชมพูแบบขวดใหญ่ รวมถึงผ้าเช็ดตัวจำนวน 2 ผืน


แต่ไม่มีหมวกอาบน้ำ แปรงสีฟัน หวี หรือชุดอุปกรณ์ห้องน้ำอื่น ๆ เตรียมไว้ในห้องที่เราพัก
ดังนั้นใครจะมาพักที่นี่ แนะนำให้เตรียมของใช้ส่วนตัวมาเองให้ครบ จะได้ไม่ต้องออกไปซื้อเพิ่มเติมค่ะ
พัก 5 คืน มีแม่บ้านทำความสะอาดห้องให้ไหม?
สำหรับทริปนี้เราพักที่ Largos Hotel ทั้งหมด 5 คืน ค่ะ
ระหว่างเข้าพักมีบริการแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดห้องให้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริการที่มีประโยชน์สำหรับคนที่ออกไปเที่ยวข้างนอกเกือบทั้งวัน
เวลาไปเที่ยวฮ่องกง เรามักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่นอกโรงแรม ทั้งเดินเที่ยว นั่งรถไฟฟ้า และถ่ายรูปตามสถานที่ต่าง ๆ
การมีบริการทำความสะอาดห้องจึงช่วยให้การเข้าพักหลายคืนสะดวกขึ้นค่ะ
ทำเล Largos Hotel ดีไหม? ใกล้ MTR Jordan แค่ไหน?
มาถึงอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ทำให้เราเลือกพักที่ Largos Hotel Hong Kong กันค่ะ นั่นก็คือเรื่องของ ทำเลที่ตั้ง!
โรงแรมตั้งอยู่บนถนน Nanking Street ในย่าน Jordan ฝั่งเกาลูน ซึ่งเป็นย่านที่คึกคัก มีทั้งร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ตลาดกลางคืน และการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกมาก
ที่สำคัญคือไม่ได้สะดวกแค่เที่ยวฮ่องกงเท่านั้นนะคะ แต่ยังเหมาะสำหรับคนที่วางแผนเดินทางต่อไปยัง เซินเจิ้น (Shenzhen) ประเทศจีนด้วย!
ใกล้ MTR Jordan เดินไม่กี่นาทีก็ถึง
จากโรงแรมสามารถเดินไปสถานี MTR Jordan ทางออก B2 ได้ในระยะทางสั้น ๆ ใช้เวลาประมาณ 2–5 นาที ขึ้นอยู่กับจังหวะเดินค่ะ

สถานี Jordan อยู่บนสาย Tsuen Wan Line ทำให้สามารถเดินทางไปย่านยอดนิยมอย่าง Tsim Sha Tsui, Mong Kok และเชื่อมต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ได้สะดวก
สำหรับครอบครัวที่ต้องออกไปเที่ยวตั้งแต่เช้าและกลับโรงแรมตอนค่ำ การพักใกล้สถานีรถไฟฟ้าช่วยประหยัดแรงเดินได้เยอะเลยค่ะ
เดินไป Temple Street Night Market ได้ ไม่ต้องนั่งรถ!
อีกหนึ่งข้อดีที่เราชอบคือโรงแรมอยู่ใกล้ Temple Street Night Market (廟街夜市) ตลาดกลางคืนชื่อดังของฮ่องกง

จาก Largos Hotel สามารถเดินไปยังบริเวณตลาดได้ในเวลาประมาณ 5–10 นาที โดยไม่ต้องขึ้นรถไฟฟ้าหรือรถบัสเลยค่ะ
ใครชอบเดินเล่นตอนกลางคืน หาของกิน ถ่ายรูปบรรยากาศถนนฮ่องกง หรือสัมผัสวิถีชีวิตยามค่ำคืนของย่านเกาลูน ที่นี่ถือว่าสะดวกมาก
โดยเฉพาะหลังกลับจากเที่ยวมาทั้งวัน ถ้ายังมีแรงเหลือ ก็สามารถออกมาเดินเล่นตลาดกลางคืนใกล้โรงแรมได้อีก!
รอบโรงแรมมีของกินเยอะมาก!
สำหรับสายกิน บอกเลยว่าย่าน Jordan เป็นอีกย่านที่น่าสนใจค่ะ

บริเวณถนน Jordan Road, Nanking Street และถนนใกล้เคียงมีร้านอาหารให้เลือกหลากหลาย ทั้งร้านอาหารฮ่องกงแบบท้องถิ่น ร้านบะหมี่ โจ๊ก ติ่มซำ ร้านอาหารจานด่วน และร้านเครื่องดื่ม ใครอยากลองอาหารเช้าแบบคนฮ่องกง หรือออกมาหาอะไรกินช่วงเย็น ก็มีตัวเลือกอยู่ในระยะเดินจากโรงแรม
นอกจากนี้ยังมีร้านสะดวกซื้อในละแวกใกล้เคียงด้วย ซึ่งทริปนี้เราได้ใช้บริการจริง เพราะดันลืมหัวแปลงปลั๊กไฟมา จนต้องออกไปซื้อที่ 7-Eleven ค่ะ!
เดินไปสถานีรถไฟความเร็วสูง West Kowloon เพื่อเดินทางไปเซินเจิ้นได้ด้วย!
นี่เป็นอีกจุดที่อยากแนะนำสำหรับคนที่วางแผนเที่ยว ฮ่องกง–เซินเจิ้น ในทริปเดียวกันค่ะ

จาก Largos Hotel สามารถเดินไปยัง Hong Kong West Kowloon Station (香港西九龍站) ซึ่งเป็นสถานีรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่ได้
ระยะเวลาเดินโดยประมาณอยู่ที่ 15–20 นาที ขึ้นอยู่กับเส้นทาง ความเร็วในการเดิน และจำนวนกระเป๋าที่ลากไปด้วย
จากสถานีนี้สามารถใช้บริการรถไฟความเร็วสูงเดินทางไปยังสถานีในเซินเจิ้น เช่น Futian (福田) หรือ Shenzhen North (深圳北) โดยต้องเลือกสถานีปลายทางให้เหมาะกับแผนเที่ยวของตัวเอง

สำหรับใครที่มีแผนย้ายจากฮ่องกงไปพักเซินเจิ้น การเลือกโรงแรมที่อยู่ในระยะเดินถึงสถานีรถไฟความเร็วสูงถือเป็นข้อได้เปรียบเลยค่ะ
แต่ถ้ามีกระเป๋าเดินทางหลายใบ หรือเดินทางพร้อมเด็กเล็ก แนะนำให้เผื่อเวลาและพิจารณาใช้รถแท็กซี่แทนการเดินด้วยนะคะ
ข้อควรรู้: รถไฟความเร็วสูงข้ามแดนต้องผ่านขั้นตอนตรวจเอกสารเดินทางและตรวจคนเข้าเมืองตามที่กำหนด ควรเผื่อเวลาไปถึงสถานีก่อนรถออก ไม่ใช่ไปถึงก่อนออกเพียงไม่กี่นาทีค่ะ
เดินทางจากสนามบินด้วยรถบัส A22 ก็สะดวก
อย่างที่เราเล่าไว้ใน EP.1 ทริปนี้เรานั่งรถบัส Cityflyer A22 จากสนามบินฮ่องกงเข้ามาย่าน Jordan แล้วเดินต่อมายังโรงแรม

การที่โรงแรมอยู่ใกล้ป้ายรถบัสช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก โดยเฉพาะวันที่มาถึงตอนเกือบตีหนึ่งพร้อมกระเป๋าเดินทางและเด็กหนึ่งคน
ไม่ต้องเปลี่ยนรถหลายต่อ ไม่ต้องลากกระเป๋าขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้าหลายครั้ง ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เราชอบทำเลของโรงแรมนี้ค่ะ
สรุปแล้ว ทำเล Largos Hotel คุ้มไหม?
ถ้ามองในแง่ของทำเล เราคิดว่า Largos Hotel มีจุดเด่นหลายอย่างเลยค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นการเดินไป MTR Jordan ได้ง่าย มีร้านอาหารให้เลือกมากมาย อยู่ใกล้ Temple Street Night Market และยังสามารถเดินไปสถานีรถไฟความเร็วสูง West Kowloon เพื่อเดินทางต่อไปเซินเจิ้นได้อีกด้วย
สำหรับคนที่วางแผนเที่ยวฮ่องกงหลายวัน หรือจัดทริปเที่ยวฮ่องกงควบคู่กับเซินเจิ้นเหมือนเรา ทำเลแบบนี้ช่วยให้วางแผนเดินทางได้ยืดหยุ่นมากขึ้น
ถึงแม้ห้องพักจะมีขนาดเพียง 10 ตารางเมตร แต่ถ้าเน้นออกไปเที่ยวทั้งวัน และให้ความสำคัญกับการเดินทางเป็นหลัก ทำเลของ Largos Hotel ก็เป็นอีกจุดที่น่าพิจารณาค่ะ!
Largos Hotel Hong Kong เหมาะกับครอบครัวไหม?
ถ้าถามจากประสบการณ์ของเราที่เข้าพักจริง 5 คืน ต้องบอกว่าห้องนี้มีทั้งจุดที่ประทับใจและจุดที่ควรพิจารณาค่ะ
สำหรับครอบครัวที่เน้นออกไปเที่ยวข้างนอกเป็นหลัก ห้อง Standard Double ขนาด 10 ตารางเมตรก็สามารถใช้งานได้ โดยเฉพาะเมื่อมีพื้นที่ให้วางและเปิดกระเป๋าเดินทางได้
แต่ถ้าต้องนอนสามคนบนเตียงเดียวกัน ควรพิจารณาเรื่องพื้นที่นอนและลักษณะของผ้าห่มด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อความสะดวกสบายจริง ๆ
ส่วนใครที่ต้องการห้องกว้าง มีตู้เย็น หรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกอย่าง ห้องประเภทนี้อาจไม่ตอบโจทย์เท่าไรนัก
สุดท้ายแล้ว Largos Hotel ไม่ใช่โรงแรมที่ห้องใหญ่หรือหรูหราจัดเต็ม แต่มีจุดเด่นด้านทำเล การจัดพื้นที่ และการตกแต่งที่มีเอกลักษณ์
และนี่ก็คือประสบการณ์พักจริงของครอบครัวเราที่ Largos Hotel Hong Kong ห้อง 706 ชั้น 7 ทั้งหมด 5 คืนค่ะ
หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยให้เพื่อน ๆ ที่กำลังวางแผนเที่ยวฮ่องกงตัดสินใจเลือกที่พักได้ง่ายขึ้นนะคะ
ใครเคยพัก Largos Hotel หรือมีโรงแรมย่าน Jordan ที่อยากแนะนำ มาแชร์ประสบการณ์กันได้เลยค่ะ
ส่วน EP. ต่อไป TripZaa จะเริ่มพาออกไปเที่ยวฮ่องกงกันแล้ว ฝากติดตามการเดินทางของเราด้วยนะคะ!
TripZaa.com — A Wonderful Travel Story.